ROI คืออะไรในงานการตลาด สูตรคำนวณจากกำไร ไม่ใช่ยอดขาย ตัวอย่างยิงแอด 3,000 บาทและบูสต์โพสต์ 500 บาท (ตัวเลขสมมติ) ตาราง ROI กับ ROAS ต่างกันยังไง และต้นทุนที่คนมักลืมนับ
ROI ย่อมาจาก Return on Investment คืออัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเงินที่ลงไป ในงานการตลาด คำนวณจาก (กำไรที่ได้ ลบ เงินที่ลงทุน) หารด้วยเงินที่ลงทุน แล้วคูณ 100 ได้เป็นเปอร์เซ็นต์ บทความนี้อธิบายสูตร มีตัวอย่างยิงแอดและบูสต์โพสต์เป็นบาท เทียบ ROI กับ ROAS และชี้ต้นทุนที่ร้านออนไลน์มักลืมนับ
สรุปก่อนอ่าน
- ROI คือผลตอบแทนเทียบกับเงินที่ลงไป คิดเป็นเปอร์เซ็นต์
- สูตร: (กำไร ลบ ต้นทุน) ÷ ต้นทุน × 100 ใช้กำไร ไม่ใช่ยอดขาย
- ROAS ดูรายได้ต่อเงินโฆษณา ROI ดูกำไรต่อเงินที่ลงทุน สองค่านี้ไม่เหมือนกัน
- ยอดขายต้องสูงกว่าต้นทุนโฆษณาหลายเท่า ถึงจะเริ่มมีกำไร
ROI คืออะไร
ROI (Return on Investment) คือตัวเลขที่บอกว่าเงินที่ลงไปให้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มแค่ไหน ถ้า ROI เป็นบวกแปลว่าได้กำไรเกินเงินที่ลง ถ้าเป็นศูนย์คือเท่าทุน ถ้าติดลบคือขาดทุน
ในธุรกิจออนไลน์ เงินที่ลงทุนอาจเป็นค่ายิงแอด ค่าบูสต์โพสต์ ค่าจ้างรีวิว หรือค่าทำคอนเทนต์ ส่วนผลตอบแทนคือกำไรที่เกิดจากการลงทุนนั้น เช่น ยอดขายที่มาจากแอดหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว
หมายเหตุนิยามที่ใช้ในบทความ
ROI มีหลายสูตรย่อยตามแต่ละวงการ บทความนี้ใช้สูตรพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปในงานการตลาด คือคิดจากกำไร ถ้าที่ทำงานของคุณใช้สูตรอื่น ให้ตกลงนิยามให้ตรงกันก่อนเทียบตัวเลข
ROI เป็นศัพท์หนึ่งในการตลาดออนไลน์ ถ้าอยากเห็นภาพรวมของศัพท์ที่เกี่ยวข้อง อ่านที่ Digital Marketing คืออะไร
สูตรคำนวณ ROI ทีละขั้น
สูตรมีแค่นี้ ขั้นที่คนพลาดบ่อยคือขั้นที่ 1 เพราะหยิบยอดขายมาใส่แทนกำไร
สูตร ROI
หายอดขายที่มาจากการลงทุนนี้
เช่น ยอดจากลิงก์แอด โค้ดส่วนลดเฉพาะแคมเปญ หรือออเดอร์ที่ลูกค้าบอกว่ามาจากโพสต์นั้น ถ้านับไม่ได้ชัด ให้ประมาณอย่างซื่อสัตย์และจดวิธีนับไว้
หักต้นทุนที่เกิดจากยอดขายนั้น
ต้นทุนสินค้า ค่าแพ็ก ค่าส่งที่ร้านออกเอง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ผลที่ได้คือกำไรก่อนหักค่าโฆษณา
ลบเงินที่ลงทุนไปทั้งหมด
เอากำไรก่อนหักค่าโฆษณา ลบค่าแอดหรือค่าโปรโมททั้งหมดของแคมเปญนั้น
หารด้วยเงินที่ลงทุน แล้วคูณ 100
ผลคือ ROI เป็นเปอร์เซ็นต์ ถ้าติดลบแปลว่ายังไม่คุ้มทุนในรอบนี้
ตัวอย่างคำนวณ ROI ของการยิงแอดในหน่วยบาท
ตัวอย่างสมมติ ร้านขนมสมมติชื่อ บ้านขนมสายฝน ยิงแอด 3,000 บาท ตัวเลขทั้งหมดในตัวอย่างนี้ถูกสมมติขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ผลของร้านจริงหรือค่าเฉลี่ยของตลาด
ค่าแอด 3,000 บาท
ยอดขายที่มาจากแอด 12,000 บาท
ต้นทุนสินค้า ค่าแพ็ก ค่าส่ง และค่าธรรมเนียม รวม 60% ของยอดขาย เท่ากับ 7,200 บาท
กำไรก่อนหักค่าแอด 12,000 ลบ 7,200 เท่ากับ 4,800 บาท
ROI เท่ากับ (4,800 ลบ 3,000) หารด้วย 3,000 คูณ 100 ได้ ROI 60% แปลว่าทุก 1 บาทที่ใส่ในแอด ได้กำไรกลับมา 0.60 บาท นอกเหนือจากเงินต้นที่ได้คืน
ระวังระวังใช้ยอดขายแทนกำไร
ถ้าเอายอดขาย 12,000 มาใส่แทนกำไร จะได้ (12,000 ลบ 3,000) หาร 3,000 เท่ากับ 300% ซึ่งดูดีเกินจริงห้าเท่า เพราะลืมหักต้นทุนสินค้า เวลาอ่านตัวเลข ROI จากคนอื่นหรือรายงานแอด ให้เช็กก่อนว่าใช้กำไรหรือยอดขาย
ยอดขายเท่าไรถึงไม่ขาดทุน
ตารางนี้ใช้ค่าแอดเดิม 3,000 บาท และกำไรขั้นต้นหลังหักต้นทุนสินค้า 40% เหมือนตัวอย่างก่อนหน้า แล้วดูว่ายอดขายระดับต่างๆ ให้ ROI เท่าไร ตัวเลขสมมติทั้งหมด
ยอดขายระดับต่างๆ เมื่อค่าแอด 3,000 บาท
เลื่อนตารางไปทางขวาเพื่อดูคอลัมน์ที่เหลือ
จะเห็นว่าที่ยอดขาย 6,000 บาท ROAS ได้ 2.0 ฟังดูไม่แย่ แต่ ROI ติดลบ เพราะกำไรไม่พอจ่ายค่าแอด จุดเท่าทุนของร้านนี้คือ ROAS 2.5 หาได้จาก 1 หารด้วยกำไรขั้นต้น คือ 1 หาร 0.40
เคล็ดลับจุดเท่าทุนจำง่าย
ROAS ที่เท่าทุน เท่ากับ 1 หารด้วยสัดส่วนกำไรขั้นต้น ถ้ากำไรขั้นต้น 50% ต้องได้ ROAS อย่างน้อย 2.0 ถ้า 25% ต้องได้ 4.0 สินค้ากำไรบางต้องยิงให้แม่นกว่าสินค้ากำไรหนา
ถ้าอยากรู้ว่าจากคนที่เข้ามาดู กี่คนที่ได้ออเดอร์ ดูสัดส่วนนี้ที่ Conversion Rate คืออะไร
ROI กับ ROAS ต่างกันยังไง
สองคำนี้ถูกใช้ปนกันบ่อย ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend คือรายได้หรือมูลค่า conversion ต่อค่าโฆษณา Google Ads อธิบายไว้ในหน้าช่วยเหลือเรื่องการเสนอราคาแบบ Target ROAS ว่าเป็นมูลค่า conversion ต่อต้นทุน และยกตัวอย่างเป้า ROAS 500% ตรวจสอบล่าสุด ต.ค. 2569
เทียบ ROI กับ ROAS
เลื่อนตารางไปทางขวาเพื่อดูคอลัมน์ที่เหลือ
ใช้ ROAS เป็นตัวดูรายวันได้เพราะอ่านเร็ว แล้วใช้ ROI ตัดสินว่าแคมเปญคุ้มจริงไหม โดยมีจุดเท่าทุนของร้านเป็นเกณฑ์ ตัวเลขรายงานในแอดมักแสดงรายได้ ไม่ได้แสดงกำไร จึงต้องคำนวณกำไรเองเสมอ
ต้นทุนที่คนมักลืมนับตอนคำนวณ ROI
ROI ที่สูงเกินจริงมักมาจากการนับต้นทุนไม่ครบ ลองไล่รายการนี้ก่อนสรุป
ต้นทุนสินค้าจริง รวมของที่เสียหรือคืนสินค้า
ค่าแพ็กและค่าส่งที่ร้านออกเอง
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าชำระเงิน
ค่าทำภาพ ทำคลิป หรือจ้างรีวิวสำหรับแคมเปญนั้น
เวลาของตัวเอง ถ้าต้องจ่ายคนช่วยแทนก็เป็นต้นทุนจริง
ร้านที่ขายผ่านมาร์เก็ตเพลสควรเช็กค่าธรรมเนียมให้ครบก่อน วิธีคิดอยู่ใน สูตรตั้งราคาและค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลส
ตัวอย่างบูสต์โพสต์ 500 บาท คิด ROI ยังไง
อีกตัวอย่างสมมติ ร้านลองบูสต์โพสต์ 1 โพสต์ด้วยงบ 500 บาท ตัวเลขนี้สมมติเช่นกัน
คนทักแชตจากโพสต์ 10 คน คิดเป็น 50 บาทต่อแชต
ปิดการขายได้ 4 คน ออเดอร์ละ 350 บาท ยอดขายรวม 1,400 บาท
ต้นทุนรวม 60% ของยอดขาย เหลือกำไรก่อนหักค่าบูสต์ 560 บาท
ROI เท่ากับ (560 ลบ 500) หาร 500 คูณ 100 เท่ากับ 12%
ได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่ขาดทุน ถ้าลูกค้า 4 คนนี้ซื้อซ้ำภายหลัง ผลตอบแทนจริงจะสูงกว่านี้ ซึ่งนับรวมได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลการซื้อซ้ำจริงเท่านั้น อย่าสมมติเอาเอง
ก่อนตัดสินใจบูสต์ ดูเช็กลิสต์ใน เช็กลิสต์ก่อนบูสต์โพสต์ และถ้ากำลังเทียบราคาบริการแบบต่อ 1,000 หน่วย อ่าน ราคาต่อ 1,000 คืออะไร
คิด ROI ของร้านเล็กใน 5 ขั้น
ตั้งคำถามให้ชัดว่าวัดอะไร
เช่น แอดตัวนี้ทำให้เกิดออเดอร์เท่าไร เลือกตัวเลขที่นับได้จริง
รู้กำไรขั้นต้นของสินค้า
คำนวณสัดส่วนกำไรหลังหักต้นทุนก่อนเริ่มยิง แล้วหา ROAS เท่าทุนจากสูตร 1 หารกำไรขั้นต้น
จดค่าใช้จ่ายและยอดขายของแคมเปญเดียวกัน
ใช้ช่วงเวลาเดียวกัน แยกตามแคมเปญหรือโพสต์ ไม่รวมกันหมดจนอ่านไม่ออก
คำนวณ ROI และ ROAS คู่กัน
ดู ROAS ว่าสูงกว่าจุดเท่าทุนไหม แล้วคำนวณ ROI เป็นบาทจริง
ตัดสินใจจากตัวเลข แล้วทดลองใหม่
ถ้าคุ้ม เพิ่มงบทีละน้อย ถ้าไม่คุ้ม แก้ที่ภาพ ข้อความ หรือกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเพิ่มเงิน
ผลที่ไม่ใช่ยอดขายทันที วัด ROI ได้ไหม
บางงานไม่ได้ให้ยอดขายทันที เช่น โพสต์สร้างการรับรู้ หรือการเพิ่มผู้ติดตาม ROI แบบเป๊ะๆ คำนวณยาก เพราะไม่รู้ว่าแต่ละคนที่เห็นจะซื้อเมื่อไร และที่ไหน
ทางที่ทำได้คือเลือกตัวชี้วัดที่ใกล้ยอดขายและนับได้ เช่น จำนวนคนทักแชต กดลิงก์ หรือเก็บอีเมล แล้วคิดต้นทุนต่อหน่วยนั้น เช่น 50 บาทต่อแชต จากนั้นดูว่าแชตกี่เปอร์เซ็นต์กลายเป็นออเดอร์ วิธีอ่านตัวเลขจากโซเชียลและเลือกว่าจะลงเงินที่ไหนต่อ อยู่ใน อ่านสถิติโซเชียลเพื่อตัดสินใจว่าจะลงเงินตรงไหน
เช็กก่อนสรุปว่าแอดคุ้ม
ทำแล้ว 0/5
ร้านที่เพิ่งเริ่มและอยากให้บัญชีมีตัวเลขผู้ติดตามหรือยอดไลก์พื้นฐาน บริการของ Instafollow เป็นทางเลือกหนึ่ง ไม่รับประกันยอดขาย ผลตอบแทน หรือ ROI ใดๆ และตัวเลขผู้ติดตามไม่ใช่ยอดขาย ต้องวัดผลจากออเดอร์จริงเสมอ ดู บริการเพิ่มผู้ติดตาม Instagram หรือ ทดลองใช้ฟรี ซึ่งใช้ได้เฉพาะบริการที่เปิดให้ทดลอง
บทความอ่านสถิติโซเชียลอย่างไรให้รู้ว่าควรลงทุนตรงไหน ไม่ลงทุนตามความรู้สึกงบจำกัดแต่ช่องทางเยอะ ให้สถิติช่วยตัดสินใจ ดูตัวเลขไหน ดูเมื่อไหร่ และตัดสินอย่างไรให้เงินทุกบาทไปได้ไกลที่สุดถ้ากำลังจะลองบูสต์โพสต์
บทความเช็กลิสต์ก่อนบูสต์โพสต์ 12 ข้อ ผ่านครบค่อยจ่ายเงินโฆษณาเช็กลิสต์ 12 ข้อก่อนบูสต์โพสต์ Facebook และ Instagram แบ่งเป็นเรื่องโพสต์ ปลายทาง และตัวเลข มีตัวอย่างตัดสินใจ 3 กรณี และข้อที่ไม่ควรทำก่อนจ่ายเงินและดูบริการสำหรับบัญชี Instagram ของร้าน
บริการปั้มฟอลไอจี ปั้มไลค์ Instagram ยอดวิวรีลปั้มฟอลไอจี ปั้มผู้ติดตามไอจี ปั้มไลค์ ยอดวิวรีล และคอมเมนต์ Instagram ดูราคาต่อ 1,000 ชัดเจน ไม่ต้องให้รหัสผ่าน จ่ายผ่านพร้อมเพย์คำถามเรื่อง ROI
ROI คืออะไร
ROI ย่อจาก Return on Investment คืออัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุน คิดจาก (กำไร ลบ เงินลงทุน) หาร เงินลงทุน คูณ 100 เป็นเปอร์เซ็นต์
ค่า ROI ที่ดีคือเท่าไร
ไม่มีเลขตายตัว ขึ้นกับกำไรขั้นต้นของสินค้า ธุรกิจ และเป้าหมาย อย่างน้อยควรสูงกว่า 0% คือไม่ขาดทุน และสูงพอจะคุ้มกับความเสี่ยงและเวลาที่ลงไป
ROI กับ ROAS ต่างกันยังไง
ROI ดูกำไรเทียบเงินที่ลงทุนทั้งหมด ROAS ดูรายได้เทียบค่าโฆษณา ROAS สูงไม่ได้แปลว่าได้กำไรเสมอ ถ้าต้นทุนสินค้าสูง
ROI ติดลบแปลว่าอะไร
แปลว่าครั้งนี้กำไรไม่พอคุ้มเงินที่ลงทุน ควรดูว่าจุดไหนแก้ได้ เช่น ภาพ ข้อความ กลุ่มเป้าหมาย หรือราคา ก่อนเพิ่มงบ
ต้องคิด ROI ของทุกโพสต์ไหม
ไม่จำเป็น เริ่มจากโพสต์หรือแอดที่ใช้เงินจริง ส่วนโพสต์ปกติใช้ตัวชี้วัดง่ายๆ เช่น ยอดทักแชตแทน
ผู้ติดตามเพิ่มนับเป็นผลตอบแทนได้ไหม
ไม่ควรนับเป็นเงินโดยตรง ผู้ติดตามเป็นตัวชี้วัดการรับรู้ ถ้าจะแปลงเป็นเงินต้องมีข้อมูลจริงว่าผู้ติดตามกลายเป็นออเดอร์เท่าไร
สรุป
ROI คือกำไรที่ได้เทียบกับเงินที่ลงไป คิดจากกำไร ไม่ใช่ยอดขาย ROAS เป็นตัวดูรายได้ต่อค่าแอดที่อ่านเร็วแต่ไม่บอกว่ากำไรหรือไม่ รู้จุด ROAS เท่าทุนของสินค้า นับต้นทุนให้ครบ แล้วตัดสินใจจากตัวเลขของร้านเอง


